คลังเก็บหมวดหมู่: ข้อมูลเกี่ยวกับรถ

Ford V Ferari

เมื่อสายฝนจางหายไป ตำแหน่งผู้นำก็กลับมาอยู่กับฟอร์ดอีกครั้ง ส่วนเฟอร์รารี่นั้นเหมือนเคราะซ้ำกรรมซัด เพราะยังไม่ทันที่ท้องฟ้าจะสว่าง รถแข่งของพวกเขาก็ทยอยออกจากการแข่งขันไปเรื่อยๆ สาเหตุหลักมาจากความร้อนเครื่องยนต์สูงเกินขีดจำกัด และก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น ตำแหน่งผู้นำสี่อันดับแรกก็ตกเป็นของฟอร์ดทั้งหมด

จนเข้าสู่ช่วงท้ายของการแข่งขัน จาก 13 คันที่ฟอร์ดส่งลงสนาม ในตอนนี้เหลือเพียง 3 คันเท่านั้นที่ยังยืนหยัดเร่งเครื่องยนต์ต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ แต่นี่ไม่ใช่ข่าวร้าย เพราะสถานการณ์ของเฟอร์รารี่เลวร้ายยิ่งกว่า เจ้าความเร็วจากอิตาลีเหลือรถที่ยังอยู่ในการแข่งขันเพียง 2 คัน และที่สำคัญคันหน้าสุดของพวกเขาตามหลังผู้นำจากฟอร์ดอยู่ถึง 47 รอบสนาม เรียกได้ว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เชื่อขนมกินได้ว่าชัยชนะจะตกเป็นของฟอร์ด

เข้าสู่นาทีสุดท้ายของการแข่งขัน เข็มสั้นนาฬิกากำลังจะวนครบสองรอบ ไม่มีปาฏิหาริย์สำหรับเฟอร์รารี่ เพราะกลุ่มผู้นำสามอันดับแรกตอนนี้คือฟอร์ดทั้งหมด โดยมีปอร์เช่อีกสี่คันอยู่ในลำดับ 4-7 ส่วนเฟอร์รารี่ แม้คันที่ผลงานดีสุดของพวกเขา ยังย่ำแย่อยู่ที่อันดับ 8 ชัยชนะอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่นั่นยังไม่สาแก่ใจฟอร์ด พวกเขาต้องการประกาศให้โลกรู้ว่าตอนนี้ฟอร์ดคือราชาตัวจริงแห่งท้องถนน และในขณะเดียวกันพวกเขาต้องการเหยียบเฟอร์รารี่ให้มิดจมดิน ลีโอ บีบี หนึ่งในผู้บริหารของฟอร์ดจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด 

เขาส่งสัญญาณให้นักแข่งในรถกลุ่มผู้นำทั้งสามคันค่อยๆ ลดความเร็วเข้าหากัน ก่อนจะเข้าเส้นชัยพร้อมๆ กัน เป็นการปิดฉาก เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมงปี 1966 ด้วยภาพในตำนานเมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง ด้วยชัยชนะของ Ford GT40 Mk.II หมายเลข 2 ขับโดย บรูซ แม็คลาเรน และ คริส เอม่อน ถึงเวลาที่ผู้ชนะจะฉลองชัย แน่นอนว่าคงไม่มีใครจะดีใจสะใจไปมากกว่า เฮนรี่ ฟอร์ด ที่สอง

“อันที่จริง มันคือชัยชนะที่ล้มเหลว” Preston Lerner ให้ความเห็น เนื่องจากการทุ่มงบประมาณมหาศาลของฟอร์ดดูไม่คุ้มค่ากับชัยชนะที่ได้รับเอาเสียเลย แต่เชื่อว่าในวินาทีนั้น เฮนรี่ ฟอร์ด ที่สอง คงไม่ได้ใส่ใจ

ส่วนเฟอร์รารี่ต้องพบกับความผิดหวังอย่างไม่มีใครคาดคิด และเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้น เพราะในการแข่งขัน เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง ในปี 1967-1969 พวกเขาก็ไม่เคยได้ลิ้มรสแห่งชัยชนะอีกเลย เพราะฟอร์ดยังคงครองความยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งยักษ์ใหญ่จากอเมริกาเลิกส่งทีมเข้าแข่งขันในปี 1970 นั่นแหละ ค่ายรถต่างๆ จึงค่อยลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

ถึงแม้ เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง ปี 1966 จะจบสิ้นไปแล้ว แต่อย่างที่บอกว่าเหตุการณ์นี้คือตำนานอันยิ่งใหญ่ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วงการยานยนต์ และยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน …

มรดกจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์

จากปี 1966 ถึงปัจจุบัน เวลาล่วงเลยมาเกินครึ่งศตวรรษ แต่เราก็ยังสามารถพบเจอสิ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้อยู่ นั่นคือรถรุ่น GT40 Mark II ที่ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในรถระดับตำนานของฟอร์ด และด้วยความยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น ส่งผลให้ฟอร์ดผลิตรถซึ่งถือว่าเป็นทายาทโดยตรงของ GT40 Mark II ออกมา …

นั่นคือ Ford GT ซึ่งผลิตรุ่นแรกในปี 2004-06 และรุ่นที่สองตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งยังวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนการผลิตเพียงปีละ 250 คัน แถมพวกเขายังคว้าแชมป์ เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง ในคลาส LMGTE Pro ในปี 2016 ด้วย Ford GT ของทีม Ford Chip Ganassi Team USA อีกด้วย

นอกจากนั้นตำนานเหตุการณ์ เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง ปี 1966 ก็เพิ่งถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในชื่อ Ford v Ferrari นำแสดงโดย คริสเตียน เบล รับบทเป็น เคน ไมลส์ หนึ่งในนักขับของฟอร์ด และ แม็ตต์ เดม่อน รับบทเป็น แคร์รอล เชลบี้ … ทั้งสองคนคือเบื้องหลังคนสำคัญผู้นำ Ford สู่ชัยชนะ

Ford v Ferrari เข้าฉายไปแล้วในต่างประเทศ และได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวก โดยบางสำนักถึงกับบอกว่านี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ตัวเต็งรางวัลออสการ์ครั้งที่จะถึง เมื่อได้รับคำชมขนาดนี้ ยิ่งกระตุ้นความสนใจให้อยากรู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าเหตุการณ์ เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง ปี 1966 ออกมาในแง่มุมไหน นำเสนอออกมาอย่างไร และไม่ต้องกังวล เพราะทุกคนจะได้พิสูจน์มันกับตาตัวเองแน่นอน เพราะ Ford v Ferrari มีโปรแกรมเข้าฉายในประเทศไทยเดือนพฤศจิกายน 2019 ที่จะถึงนี้ …

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

สัญญาณแบบไหนที่เตือนเราว่าควรเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ได้แล้ว

          วันนี้ขับรถผ่านเส้นเมืองทองธานี รถติดมากแทบไม่ขยับเลย ตอนแรกสงสัยว่ามีเหตุการณ์อะไรหรือไม่ ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้ที่เมืองทองธานีมีการจัดงาน Motor Expo 2019  เป็นการจัดมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36  จึงทำให้รถแถวแจ้งวัฒนะแถวเมืองทองธานีรถติดได้มากขนาดนี้ เข้าใจว่าผู้คนต่างพากันสนใจไปชมรถยนต์ที่ออกใหม่รวมถึงอยากไปดูหน้าสาวๆพริตตี้คนสวย

เมื่อมีความสนใจเรื่องรถยนต์ที่ออกใหม่แล้ว คุณเคยคิดไหมว่ารถยนต์ที่เราขับ เราต้องใช้เวลาขับกี่ปีจึงควรจะเปลี่ยนคันใหม่ หรือเราเอาอะไรมาตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรเปลี่ยนรถ หรือควรใช้รถเก่าต่อไป อันที่จริงแล้วมีปัจจัยหลายอย่างที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจ เราลองมาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง

  1. โดยปกติแล้วคนเราเมื่อเริ่มสร้างครอบครัว คิดแต่งงานมีลูกก็จะเริ่มมองหารถใหม่สักคัน  เพื่อให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตในช่วงเวลานั้นๆ เช่นตอนแต่งงานใหม่อาจะใช้รถคันเล็ก ให้เพียงพอกับการขับรถไปทำงาน รับส่งแฟนได้ แต่ต่อมาเมื่อมีลูกก็ต้องเปลี่ยนรถให้มีขนาดใหญ่ขึ้นให้รองรับกับสิ่งของที่ต้องขนมากขึ้นอีก
  2. เราจะเปลี่ยนรถเมื่อรถยนต์คันเดิมที่ใช้งานอยู่เริ่มต้องเข้าอู่ซ่อมบ่อยขึ้น ปกติแล้วอายุการใช้งานของรถยนต์จะอยู่ที่ 7-10 ปี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาด้วยเหมือนกัน หากเห็นว่าต้องซ่อมบ่อยๆ การเปลี่ยนรถยนต์เป็นคันใหม่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากว่าทนใช้คันเดิม
  3. บางครั้งการเปลี่ยนรถยนต์เป็นคันใหม่ อาจไม่ต้องรอถึง 7 หรือ10 ปีเพราะมีปัญหาด้านอื่นเข้ามาเป็นตัวแปรในการที่เราจะต้องเปลี่ยนรถยนต์เร็วขึ้น เช่น รถยนต์มีการไปเฉี่ยวชน ไปประสบอุบัติเหตุรุนแรง ที่ถึงจะซ่อมแล้วจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงพอๆกับการกับซื้อรถใหม่เลย ดังนั้นหากเทียบกันแล้วซื้อรถใหม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะการซ่อมใช่ว่ารถจะกลับมาดี 100 % เหมือนเดิม
  4. บางครั้งการได้เลื่อนตำแหน่งของงานก็มีผลที่เราจะต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ให้เหมาะสมกับตำแหน่งใหม่ที่เราได้รับ เพราะมีการเลื่อนตำแหน่งนั่นหมายถึงว่าเงินที่เราเคยได้รับประจำก็จะได้รับมากขึ้นกว่าเดิม ถือว่าการเปลี่ยนรถใหม่จะเป็นหน้าเป็นตาให้สมกับตำแหน่งงานใหม่ของเรา
  5. เมื่อความจำเป็นเปลี่ยนอาชีพการเงิน บางคนตอนทำงาน Office ต้องขับรถเก๋ง แต่หากวันหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี หรือบางคนอยากกลับไปใช้ชีวิตต่างจังหวัดกับครอบครัวการขับรถเก๋งก็ไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี อาจต้องเปลี่ยนมาใช้รถกระบะแทน

          จะเห็นได้ว่ามีหลายปัจจัยมากที่เราจะนำมาประกอบการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรส่วนทีสำคัญที่สุดคือขับขี่ให้ปลอดภัยไว้ก่อน

 

ขอบคุณ  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน